View Categories

5 ความเชื่อเรื่องริดสีดวง ที่หลายคนยังเข้าใจผิด

“กินเผ็ดมาก เดี๋ยวเป็นริดสีดวง” “มีเลือดออกตอนถ่าย เป็นริดสีดวงแน่เลย” ประโยคเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ริดสีดวง” แต่ปัญหาคือ เมื่อความเชื่อถูกส่งต่อกันมานาน บางครั้งเราก็อาจเผลอเอา “สิ่งที่ทำให้อาการไม่สบายมากขึ้น” ไปปนกับ “สาเหตุของโรค” หรือคิดว่าอาการบางอย่างต้องเป็นริดสีดวงเสมอไป มาดูกันว่า 5 ความเชื่อที่หลายคนคุ้นเคยนั้น ความจริงเป็นอย่างไร

ความเชื่อที่  1 “กินเผ็ด = เป็นริดสีดวง” #

นี่อาจเป็นหนึ่งในความเชื่อที่ได้ยินกันบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเวลามีอาการแสบหลังขับถ่าย หลายคนจึงเชื่อทันทีว่าอาหารเผ็ดเป็นตัวการที่ทำให้เกิดริดสีดวง แต่ในทางการแพทย์ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอาหารเผ็ดเป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวงในทุกคน

มีการทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยริดสีดวงระดับ 2–3 จำนวน 50 คน โดยเปรียบเทียบการได้รับพริกแดงกับยาหลอก ผลพบว่าการรับประทานพริกหนึ่งมื้อไม่ได้ทำให้อาการเลือดออก บวม ปวด คัน หรือแสบจากริดสีดวงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีปัญหาบริเวณทวารหนักจะกินเผ็ดได้โดยไม่มีผลกระทบเลย เพราะแคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พริกมีรสเผ็ด สามารถกระตุ้นตัวรับความรู้สึกแสบร้อนของเยื่อบุ และทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนซึ่งมีผลกระทบต่อการขับถ่ายได้ และมีหลักฐานว่าการรับประทานพริกสามารถทำให้อาการปวดหรือแสบรุนแรงขึ้นในบางภาวะ เช่น แผลปริขอบทวาร หรือในช่วงหลังผ่าตัดริดสีดวง

ความเชื่อที่  2 “ต้องท้องผูกเท่านั้น ถึงจะเป็นริดสีดวง” #

ท้องผูกและการเบ่งถ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับริดสีดวงจริง เพราะการเบ่งเพิ่มแรงดันบริเวณทวารหนัก และอุจจาระที่แข็งอาจทำให้บริเวณดังกล่าวระคายเคืองมากขึ้น แต่ คนที่ไม่ได้ท้องผูกก็สามารถเป็นริดสีดวงได้

ข้อมูลจาก National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK) ระบุปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดริดสีดวงไว้หลายอย่าง เช่น การเบ่งถ่าย การนั่งชักโครกเป็นเวลานาน ท้องผูกเรื้อรัง หรือท้องเสียเรื้อรัง การรับประทานใยอาหารน้อย การตั้งครรภ์ อายุที่เพิ่มขึ้น และการยกของหนักบ่อย ๆ

ถ่ายทุกวันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง หากต้องเบ่งแรง ใช้เวลานั่งในห้องน้ำนาน หรือมีอาการถ่ายเหลวบ่อยๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมยอดฮิตอย่าง นำโทรศัพท์เข้าห้องน้ำแล้วนั่งเล่นต่อหลังถ่ายเสร็จ อาจทำให้เวลาบนชักโครกยาวกว่าที่จำเป็น แนวทางปัจจุบันจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเบ่งและการใช้เวลาบนชักโครกเป็นเวลานาน

ความเชื่อที่  3 “มีเลือดออกตอนถ่าย = ริดสีดวงแน่นอน” #

ริดสีดวงภายในสามารถทำให้มี เลือดแดงสด ติดกระดาษชำระ เคลือบอุจจาระ หรือหยดลงในโถหลังขับถ่ายได้ และมักเป็นอาการที่ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นริดสีดวง

แต่สิ่งที่สำคัญมากคือ เลือดออกจากทวารหนัก ไม่ได้หมายความว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป เลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่างสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่แผลปริขอบทวาร ภาวะอักเสบของลำไส้ ติ่งเนื้อ ไปจนถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง

ด้วยเหตุนี้ หากพบเลือดออกจึงไม่ควรรีบสรุปเองว่า “เป็นริดสีดวงแน่นอน” โดยเฉพาะหากเลือดออกเกิดขึ้นบ่อย มีปริมาณมาก มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการขับถ่าย ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไป หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย แนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเมื่อมีเลือดออกระหว่างการขับถ่าย และควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วนหากมีเลือดออกปริมาณมากร่วมกับอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลม

ความเชื่อที่  4 “เป็นริดสีดวงแล้ว ต้องผ่าตัด” #

คำว่า “ริดสีดวง” ทำให้บางคนนึกถึงการผ่าตัดทันที แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นการรักษาด้วยการผ่าตัด การดูแลเบื้องต้นมักเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น เช่น เพิ่มอาหารที่มีใยอาหาร ดื่มน้ำให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเบ่ง และไม่นั่งชักโครกนานเกินความจำเป็น

NIDDK ยังระบุว่าใยอาหารสามารถช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับออกง่ายขึ้น โดยแนวทาง Dietary Guidelines for Americans ฉบับ 2020–2025 ยกตัวอย่างว่าผู้ที่รับประทานอาหารประมาณ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันควรได้รับใยอาหารประมาณ 28 กรัมต่อวัน

การผ่าตัดริดสีดวงมักพิจารณาตามความรุนแรง ลักษณะของริดสีดวง และการตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น เช่น ริดสีดวงขนาดใหญ่ ยื่นออกมามาก หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เหมาะสม

ดังนั้น เป็นริดสีดวง ≠ ต้องผ่าตัดเสมอไป

ความเชื่อที่ 5: “ถ้าไม่เจ็บ ก็ไม่น่าใช่ริดสีดวง” #

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนปล่อยอาการไว้นาน คือคิดว่าริดสีดวงจะต้องปวดหรือเจ็บบริเวณก้นอย่างชัดเจน

แต่ริดสีดวงภายในจำนวนมาก อาจไม่เจ็บเลย ริดสีดวงภายในที่ยังไม่ยื่นออกมามักไม่มีอาการปวด เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมีความไวต่อความเจ็บปวดแตกต่างจากผิวหนังรอบทวาร อาการที่เห็นได้ชัดกว่าอาจเป็นเลือดแดงสดหลังขับถ่าย หรือมีก้อนยื่นออกมา หากมีอาการ ปวดรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ก็ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นเพียงริดสีดวงธรรมดา เพราะริดสีดวงภายนอกที่เกิดลิ่มเลือดก็สามารถทำให้ปวดและมีก้อนแข็งได้ ขณะที่อาการปวดขณะขับถ่ายอาจสัมพันธ์กับแผลปริขอบทวารมากกว่า

สรุป #

หลายความเชื่อเกี่ยวกับริดสีดวงมี “ความจริงบางส่วน” อยู่ข้างใน แต่เมื่อถูกเล่าต่อกันสั้น ๆ ก็อาจกลายเป็นข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดได้

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การถามว่า “กินอะไรถึงเป็นริดสีดวง?” แต่ควรมองพฤติกรรมการขับถ่ายทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเบ่ง การนั่งห้องน้ำนาน อุจจาระแข็งหรือเหลวบ่อย การได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มแรงกดต่อบริเวณทวารหนัก

และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเหมารวมว่าเลือดออกทุกครั้งคือริดสีดวง เพราะอาการเดียวกันสามารถเกิดจากโรคอื่นได้ หากมีเลือดออกซ้ำ ๆ อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเองประมาณหนึ่งสัปดาห์ ปวดรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริดสีดวง #

Q: กินเผ็ดทำให้เป็นริดสีดวงจริงไหม? #

ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าอาหารเผ็ดเป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวงในทุกคน งานทดลองหนึ่งในผู้ป่วยริดสีดวงไม่พบว่าการรับประทานพริกหนึ่งมื้อทำให้อาการริดสีดวงแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเผ็ดอาจทำให้บางคนรู้สึกแสบหรือระคายเคืองมากขึ้น และทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนส่งผลกระทบต่อการขับถ่ายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของริดสีดวง

Q: ถ่ายทุกวัน ยังเป็นริดสีดวงได้ไหม? #

ได้ เพราะความถี่ของการขับถ่ายไม่ใช่ปัจจัยเดียว การเบ่ง นั่งชักโครกนาน ท้องเสียเรื้อรัง รับประทานใยอาหารน้อย ตั้งครรภ์ หรือยกของหนักบ่อย ล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้

Q: ริดสีดวงต้องมีเลือดออกทุกคนไหม? #

ไม่จำเป็น ริดสีดวงภายนอกอาจมีอาการคัน ปวด บวม หรือมีก้อน ขณะที่ริดสีดวงภายในอาจมีเลือดออกหรือมีก้อนยื่นออกมา แต่แต่ละคนสามารถมีอาการแตกต่างกันได้

Q: ริดสีดวงรักษาเองได้ไหม? #

อาการไม่รุนแรงหลายกรณีสามารถดีขึ้นได้จากการเพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเบ่งและไม่นั่งชักโครกเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเองประมาณ 1 สัปดาห์ หรือมีเลือดออก ควรพบแพทย์

Q: เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? #

ควรพบแพทย์เมื่อมีเลือดออกจากทวาร อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเองประมาณหนึ่งสัปดาห์ หรือมีอาการปวดมาก หากมีเลือดออกจำนวนมากร่วมกับหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลม ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

แหล่งอ้างอิง #

  1. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Hemorrhoids: Symptoms & Causes; Treatment; Eating, Diet & Nutrition.
  2. Mayo Clinic. Hemorrhoids – Symptoms and Causes; Diagnosis and Treatment. Updated August 23, 2025.
  3. Qureshi W, Hoang S, Frye J, Rao SSC. AGA Clinical Practice Update on Diagnosis and Treatment of Hemorrhoids: Expert Review. Clinical Gastroenterology and Hepatology. 2026.
  4. Altomare DF, et al. Red hot chili pepper and hemorrhoids: the explosion of a myth: results of a prospective, randomized, placebo-controlled, crossover trial. Diseases of the Colon & Rectum. 2006;49(7):1018–1023. DOI: 10.1007/s10350-006-0532-3.
  5. Gupta PJ. Effect of red chili consumption on postoperative symptoms during the post-hemorrhoidectomy period: randomized, double-blind, controlled study. World Journal of Surgery. 2007;31(9):1822–1826.
  6. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Symptoms & Causes of GI Bleeding. Reviewed July 2024.