หลายคนอาจคิดว่าเวลาเข้าห้องน้ำ ถ้ายังถ่ายไม่ออกก็นั่งรอไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ออกเอง บางคนใช้เวลา 10–20 นาทีเป็นเรื่องปกติ แถมยังหยิบโทรศัพท์เข้าไปไถข่าว ดูคลิป หรือเล่นโซเชียลจนกลายเป็นกิจวัตร
แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำให้เรื่อง “เวลาในการขับถ่าย” กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะนักวิจัยพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตั้งแต่แมวไปจนถึงช้าง ใช้เวลาในการปล่อยอุจจาระเฉลี่ยเพียงประมาณ 12 วินาที
แล้วมนุษย์อย่างเราควรใช้เวลาแค่ 12 วินาทีเหมือนกันหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องจับเวลาว่าต้องครบ 12 วินาทีเป๊ะ แต่ตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือ หากอุจจาระมีลักษณะเหมาะสม ระบบขับถ่ายทำงานประสานกันดี และเราไม่ได้ฝืนเบ่ง การปล่อยอุจจาระจริงๆ อาจใช้เวลาไม่นานอย่างที่หลายคนคิด
“12 วินาที” มาจากไหน? #
ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยชื่อ Hydrodynamics of Defecation โดย Patricia J. Yang นักวิจัยศึกษาการขับถ่ายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายขนาด ตั้งแต่แมวไปจนถึงช้าง และพบว่าแม้ขนาดตัว ความยาวของลำไส้ตรง และปริมาณอุจจาระจะแตกต่างกันมาก แต่ระยะเวลาที่ใช้ในการปล่อยอุจจาระกลับอยู่ที่ประมาณ 12 ± 7 วินาที ในกลุ่มที่ศึกษา
นักวิจัยอธิบายว่า เมือกภายในลำไส้ช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้อุจจาระเคลื่อนและถูกขับออกได้ง่ายขึ้น เปรียบเหมือนวัตถุที่ลื่นไหลไปตามราง เมื่อสัตว์ตัวใหญ่ขึ้น แม้อุจจาระจะมีปริมาณมากขึ้น แต่ชั้นเมือกก็หนาขึ้นด้วย จึงช่วยให้ระยะเวลาการขับถ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นตามขนาดตัว
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากลไกทางฟิสิกส์ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่งานที่กำหนดว่ามนุษย์สุขภาพดีต้องถ่ายให้เสร็จภายใน 12 วินาที ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องถือโทรศัพท์จับเวลา แต่ควรมองตัวเลขนี้ในฐานะข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า “การขับถ่ายที่ลื่นไหลไม่ควรต้องใช้เวลานั่งเบ่งนานๆ”
ขับถ่ายดี ไม่ได้วัดกันที่นาฬิกาอย่างเดียว #
ในมนุษย์ การขับถ่ายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะต้องอาศัยการทำงานประสานกันของลำไส้ตรง หูรูดทวารหนัก กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ระบบประสาท และแรงดันภายในช่องท้อง
ดังนั้น คนหนึ่งอาจใช้เวลาไม่นาน ขณะที่อีกคนอาจต้องนั่งรอสักครู่ก่อนเริ่มถ่าย โดยไม่ได้หมายความว่ามีความผิดปกติเสมอไป
สิ่งที่น่าสังเกตกว่าเวลา คือ ต้องออกแรงเบ่งมากหรือไม่,อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเล็กๆ หรือไม่,ถ่ายแล้วรู้สึกโล่งหรือยังรู้สึกว่ามีค้าง,มีอาการเจ็บ แสบ หรือมีเลือดร่วมด้วยหรือไม่,ต้องกลับเข้าห้องน้ำซ้ำๆ เพราะรู้สึกถ่ายไม่หมดหรือไม่
เพราะอาการท้องผูกไม่ได้หมายถึงเพียง “หลายวันไม่ถ่าย” เท่านั้น NIDDK ระบุว่า คนที่อุจจาระแข็ง แห้ง เป็นก้อน ถ่ายลำบาก เจ็บขณะถ่าย หรือรู้สึกว่าถ่ายออกไม่หมด ก็อาจมีภาวะท้องผูกได้เช่นกัน
นั่นหมายความว่า ถึงจะถ่ายทุกวัน แต่ถ้าต้องนั่งเบ่งเป็นเวลานาน ก็ไม่ควรมองว่าเป็นการขับถ่ายที่ดี
ปัญหาเมื่อ “ถ่ายเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ลุก” #
สิ่งที่น่ากังวลกว่าการใช้เวลาเกิน 12 วินาทีเล็กน้อย คือการนั่งบนชักโครกนานเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการนั่งอ่านหนังสือหรือเล่นโทรศัพท์
แนวทางการรักษาริดสีดวงทวาร พฤติกรรมอย่างการเบ่งถ่ายและการนั่งบนชักโครกเป็นเวลานานมีความเกี่ยวข้องกับริดสีดวงที่มีอาการ จึงแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย หลีกเลี่ยงการเบ่ง และจำกัดเวลาที่ใช้บนชักโครก
เพราะชักโครกไม่เหมือนเก้าอี้ทั่วไป เมื่อนั่งอยู่ในท่านี้นาน บริเวณก้นไม่ได้รับการรองรับเหมือนเวลานั่งบนเก้าอี้ และการอยู่ในท่าขับถ่ายเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดแรงกดบริเวณหลอดเลือดรอบทวารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาท้องผูกหรือริดสีดวงอยู่แล้ว
มือถือหนึ่งเครื่อง อาจทำให้ 2 นาทีกลายเป็น 10 นาที #
เรื่องนี้เห็นภาพชัดขึ้นจากงานวิจัยปี 2025 ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สมาร์ตโฟนในห้องน้ำกับริดสีดวง พบว่าคนที่ใช้โทรศัพท์บนชักโครกมีแนวโน้มใช้เวลานานกว่าอย่างชัดเจน และหลังปรับปัจจัยอื่นแล้ว การใช้สมาร์ตโฟนบนชักโครกสัมพันธ์กับความชุกของริดสีดวงที่สูงขึ้นประมาณ 46% อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง จึงบอกได้เพียง “ความสัมพันธ์” ยังไม่สามารถยืนยันว่าโทรศัพท์เป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวง
ปัญหาจริงๆ จึงอาจไม่ใช่มือถือ แต่คือ มือถือทำให้เราลืมว่าเรานั่งอยู่บนชักโครกมานานแค่ไหน
ถ้าขับถ่ายเสร็จแล้ว ก็ควรลุก ไม่จำเป็นต้องนั่งรอเผื่อว่าจะมีอีกก้อนตามมา
อยากให้ขับถ่ายง่ายขึ้น ต้องเตรียมตั้งแต่ก่อนเข้าห้องน้ำ #
หากทุกเช้าต้องนั่งรอ 10–20 นาที ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “ต้องพยายามเบ่งให้เร็วขึ้น” แต่อาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่อาหาร น้ำ และพฤติกรรมในแต่ละวัน
NIDDK แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรได้รับใยอาหารประมาณ 22–34 กรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ พร้อมดื่มน้ำและของเหลวให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มและเคลื่อนผ่านได้ง่ายขึ้น การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยเรื่องท้องผูกเช่นกัน
อีกเทคนิคหนึ่งคือเลือกเวลาที่ลำไส้พร้อม NIDDK ระบุว่าการลองเข้าห้องน้ำประมาณ 15–45 นาทีหลังอาหารเช้า อาจช่วยฝึกระบบขับถ่ายได้ เพราะหลังรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่จะเพิ่มขึ้น
และเมื่อรู้สึกปวดถ่ายก็ควรเข้าห้องน้ำ ไม่ควรอั้นเป็นประจำ เพราะการเพิกเฉยต่อความรู้สึกอยากถ่ายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกได้
เพราะฉะนั้น “12 วินาที” บอกอะไรเรา? #
มันไม่ได้หมายความว่า ตั้งแต่นั่งลงจนลุกขึ้นต้องเสร็จภายใน 12 วินาที และไม่ได้หมายความว่าถ้าใช้เวลา 30 วินาทีหรือ 1 นาทีแล้วถือว่าผิดปกติ
แต่สิ่งที่งานวิจัยนี้ทำให้เราเห็นคือ การปล่อยอุจจาระที่มีสภาพเหมาะสมสามารถเกิดขึ้นได้ค่อนข้างรวดเร็ว และไม่ควรต้องอาศัยการเบ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
FAQ คำถามที่พบบ่อย #
1. คนเราควรถ่ายให้เสร็จภายใน 12 วินาทีจริงไหม? #
ไม่จำเป็น ตัวเลข 12 วินาทีมาจากงานวิจัยเรื่องการขับถ่ายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยทางการแพทย์สำหรับมนุษย์ สิ่งสำคัญกว่าคือถ่ายออกง่าย ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และไม่ต้องนั่งชักโครกเป็นเวลานาน
2. ถ่ายทุกวัน แต่ใช้เวลานาน ถือว่าท้องผูกไหม? #
มีโอกาส เพราะท้องผูกไม่ได้ดูเฉพาะจำนวนครั้ง หากมีอุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก ต้องเบ่ง หรือรู้สึกถ่ายไม่หมด ก็เข้ากับอาการของท้องผูกได้
3. นั่งเล่นมือถือบนชักโครกอันตรายไหม? #
ตัวมือถือไม่ได้ทำให้เกิดริดสีดวงโดยตรง แต่มีหลักฐานว่าคนที่ใช้มือถือในห้องน้ำมักนั่งนานขึ้น และงานวิจัยปี 2025 พบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมนี้กับความชุกของริดสีดวงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นถ่ายเสร็จแล้วควรลุก ไม่ควรนั่งเล่นโทรศัพท์ต่อ
4. ทำอย่างไรให้ขับถ่ายได้ง่ายและไม่ต้องเบ่ง? #
ควรเพิ่มอาหารที่มีใยอาหาร ดื่มน้ำให้เหมาะสม ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ไม่อั้นเมื่อรู้สึกปวดถ่าย และลองสร้างเวลาขับถ่ายให้เป็นกิจวัตร เช่น หลังอาหารเช้า
5. ถ้ามีเลือดออกขณะถ่าย แปลว่าเป็นริดสีดวงใช่ไหม? #
ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป เพราะเลือดออกทางทวารหนักสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แนวทาง ASCRS ระบุว่าไม่ควรเหมารวมเลือดออกว่าเกิดจากริดสีดวง โดยเฉพาะหากมีเลือดออกซ้ำ อาการเปลี่ยนไป ปวดท้อง น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือท้องผูกที่เพิ่งเกิดและเป็นมากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
แหล่งอ้างอิง #
- Yang PJ, LaMarca M, Kaminski C, Chu DI, Hu DL. Hydrodynamics of defecation. Soft Matter. 2017;13(29):4960–4970. DOI: 10.1039/C6SM02795D.
- Palit S, Lunniss PJ, Scott SM. The physiology of human defecation. Digestive Diseases and Sciences. 2012;57:1445–1464.
- Lewis SJ, Heaton KW. Stool form scale as a useful guide to intestinal transit time. Scandinavian Journal of Gastroenterology. 1997.
- Hawkins AT, et al. The American Society of Colon and Rectal Surgeons Clinical Practice Guidelines for the Management of Hemorrhoids. Diseases of the Colon & Rectum. 2024;67(5).
- Ramprasad C, Wu C, Chang J, Rangan V, Iturrino J, et al. Smartphone use on the toilet and the risk of hemorrhoids. PLOS ONE. 2025;20(9):e0329983.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Symptoms & Causes of Constipation; Treatment for Constipation; Eating, Diet, & Nutrition for Constipation.
