- เลือดออกเรื้อรัง จากเลือดไม่กี่หยดอาจกลายเป็น “โลหิตจางรุนแรง”
- ริดสีดวงยื่นออกมาและถูกบีบรัด จน “เลือดไปเลี้ยงไม่ได้”
- เนื้อตายและติดเชื้อรุนแรง จนอาจเข้าสู่ “Sepsis”
- เรื่องที่สำคัญกว่า คือ “เลือดออกทางทวารไม่ได้แปลว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป”
- มีอาการแบบไหน ไม่ควรรอดูเอง ?
- FAQ สรุปเรื่อง “ริดสีดวงกับความเสี่ยงถึงชีวิต”
พูดถึง “ริดสีดวง” หลายคนอาจนึกถึงอาการเจ็บ คัน มีก้อนบริเวณทวารหนัก หรือมีเลือดติดกระดาษชำระหลังเข้าห้องน้ำ จึงมักถูกมองว่าเป็นโรคที่สร้างความรำคาญมากกว่าเป็นโรคอันตราย บางคนมีอาการมานานเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่ยังเลือกซื้อยามาใช้เอง เพราะคิดว่า “เดี๋ยวก็หาย”แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าปล่อยริดสีดวงไว้นาน ๆ สามารถรุนแรงจนเสียชีวิตได้หรือไม่?คำตอบคือ โดยทั่วไป ริดสีดวงไม่ได้เป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตโดยตรง และภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตพบได้น้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ริดสีดวงสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนบางชนิด เช่น เลือดออกจนเกิดโลหิตจาง การที่ริดสีดวงถูกบีบรัดจนขาดเลือด หรือการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งในกรณีที่รุนแรงมากและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาไปสู่ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้มีการระบุว่าภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงไว้หลายอย่าง ได้แก่ ลิ่มเลือดในริดสีดวงภายนอก การติดเชื้อ ริดสีดวงที่ถูกบีบรัดจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ หรือ strangulated hemorrhoid และภาวะโลหิตจางดังนั้น สิ่งที่ควรรู้คือ อาการแบบไหนกำลังบอกว่าเรื่องที่คิดว่าเล็ก อาจไม่เล็กอีกต่อไป
เลือดออกเรื้อรัง จากเลือดไม่กี่หยดอาจกลายเป็น “โลหิตจางรุนแรง” #
หนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยของริดสีดวงภายในคือ เลือดออกทางทวารหนัก โดยมักเป็นเลือดสีแดงสด อาจเห็นหลังถ่ายอุจจาระ ติดกระดาษชำระ หยดลงในโถ หรือเคลือบอยู่บนอุจจาระหากเลือดออกเพียงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรมาก แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่างกายอาจสูญเสียเม็ดเลือดแดงและธาตุเหล็กมากกว่าที่สร้างกลับคืนมา จนนำไปสู่ ภาวะโลหิตจาง
NIDDK ระบุว่าเลือดออกในทางเดินอาหารแบบเรื้อรังสามารถนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง และผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่าย ซีด หรือหายใจไม่อิ่มได้ ขณะที่หากเกิดเลือดออกเฉียบพลันและรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะ เป็นลม หัวใจเต้นเร็ว และในกรณีรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าริดสีดวงสามารถทำให้ซีดได้มากกว่าที่หลายคนคิด
งานวิจัยย้อนหลังที่ตีพิมพ์ในปี 2024 ศึกษาผู้ป่วยริดสีดวงที่เกิด severe anemia จำนวน 128 ราย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดและเข้ารับการผ่าตัด โดยเกณฑ์คัดเข้าของการศึกษากำหนดระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 60 กรัมต่อลิตร และค่าเฉลี่ยฮีโมโกลบินขณะเข้ารักษาอยู่ที่ประมาณ 48.85 กรัมต่อลิตรอย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้มาจากกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและไม่ควรนำไปตีความว่า ผู้ที่เป็นริดสีดวงทั่วไปมีโอกาสเกิดภาวะซีดรุนแรงในระดับเดียวกัน
สิ่งที่งานนี้แสดงให้เห็นคือ แม้พบไม่บ่อย แต่การเสียเลือดจากริดสีดวงจนซีดรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้จริง จึงไม่ควรมองข้ามอาการ เช่น เลือดออกทุกครั้งหรือเกือบทุกครั้งที่ถ่าย,เลือดออกมากขึ้นเรื่อย ๆ,เหนื่อยง่ายผิดปกติ,ใจสั่น,หน้ามืดหรือเวียนศีรษะ,ตัวซีด,หายใจไม่เต็มอิ่มโดยเฉพาะหากมีเลือดออกปริมาณมากร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม สับสน ใจเต้นเร็ว ตัวเย็น หรือเหงื่อออก ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือดรุนแรงและภาวะช็อก
ริดสีดวงยื่นออกมาและถูกบีบรัด จน “เลือดไปเลี้ยงไม่ได้” #
อีกภาวะหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคือ Strangulated hemorrhoid หรือริดสีดวงที่ถูกบีบรัด ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับริดสีดวงภายในที่ยื่นออกมานอกทวารหนัก เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักบีบรัดเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมา ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นถูกขัดขวาง ซึ่งภาวะ strangulated hemorrhoid จัดเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนของโรคริดสีดวง
เมื่อเนื้อเยื่อไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะขาดเลือด เนื้อเยื่อเสียหาย และในกรณีรุนแรงอาจเกิดเนื้อตายได้สิ่งสำคัญคืออย่าสับสนระหว่างภาวะนี้กับ ริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด หรือ thrombosed external hemorrhoid ซึ่งพบได้มากกว่าและมักทำให้เกิดก้อนบวมและปวดมาก แม้จะเจ็บรุนแรง แต่โดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิตสิ่งที่ควรระวังคือก้อนที่ยื่นออกมาร่วมกับอาการปวดมากขึ้นอย่างผิดปกติ บวมมาก สีของก้อนเปลี่ยนไป หรือมีอาการทางระบบ เช่น ไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย เพราะอาจต้องได้รับการตรวจเพื่อแยกภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
เนื้อตายและติดเชื้อรุนแรง จนอาจเข้าสู่ “Sepsis” #
ภาวะที่รุนแรงที่สุด และในขณะเดียวกันก็ พบได้ยากมาก คือการติดเชื้ออย่างรุนแรงบริเวณรอบทวารหนักหรือฝีเย็บ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นการติดเชื้อของเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็วและนำไปสู่ Sepsis หรือภาวะติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกายมีรายงานผู้ป่วยที่แสดงให้เห็นว่าภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้น้อยอย่างยิ่ง
ตัวอย่างหนึ่งคือรายงานในวารสาร Diseases of the Colon & Rectum ปี 2007 ของชายอายุ 53 ปีที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มากระยะที่ 4 ร่วมกับลิ่มเลือด ผู้ป่วยเกิดเนื้อตายบริเวณทวารหนักและต่อมาพัฒนาเป็น Fournier's gangrene (โรคเนื้อตายเน่า) ซึ่งเป็นการติดเชื้อของเนื้อเยื่อบริเวณฝีเย็บที่รุนแรงและดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว ก่อนเกิดไตและระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตจาก sepsisกรณีดังกล่าวเป็น case report หรือรายงานผู้ป่วยรายบุคคล ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นริดสีดวงทั่วไปมีความเสี่ยงในระดับนี้ แต่ช่วยยืนยันว่าภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่ผิดปกติและรุนแรงมาก
เรื่องที่สำคัญกว่า คือ “เลือดออกทางทวารไม่ได้แปลว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป” #
อีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ควรปล่อยให้อาการเลือดออกทางทวารเรื้อรังคือ ต้นเหตุอาจไม่ใช่ริดสีดวงเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่างสามารถเกิดจากหลายภาวะ ทั้งแผลปริที่ทวารหนัก โรคลำไส้อักเสบ ถุงผนังลำไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อ รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
NIDDK ระบุทั้งริดสีดวง ติ่งเนื้อ และมะเร็งไว้ในกลุ่มสาเหตุของเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่างดังนั้น การเห็นเลือดออกแล้วสรุปเองว่า “ก็แค่ริดสีดวง” อาจทำให้การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงล่าช้าได้โดยเฉพาะผู้ที่เลือดออกซ้ำเป็นเวลานาน มีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซีด หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
มีอาการแบบไหน ไม่ควรรอดูเอง ? #
แนะนำให้รีบไปพบแพทย์หากมี อาการปวดบริเวณทวารรุนแรงและมีเลือดออก โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดหรือไม่สบายท้อง ท้องเสีย หรือมีไข้ร่วมด้วยในทางปฏิบัติ หากมีอาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว
1. เลือดออกมากหรือเลือดออกไม่หยุด
2. เลือดออกซ้ำบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
3. หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลมใจเต้นเร็ว ตัวซีด เหงื่อออก ตัวเย็น
4. หายใจไม่อิ่มหรืออ่อนแรงมากผิดปกติ
5. ปวดทวารหนักรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
6. ก้อนบวมมาก มีสีผิดปกติ หรือเจ็บมากผิดปกติ
7. มีไข้หรือหนาวสั่นร่วมกับอาการบริเวณทวาร
8. หลังทำหัตถการรักษาริดสีดวงแล้วมีไข้ ปวดรุนแรง หรือปัสสาวะลำบาก
เพราะในบางกรณีอาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงอาการของริดสีดวงธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือด การติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
FAQ สรุปเรื่อง “ริดสีดวงกับความเสี่ยงถึงชีวิต” #
Q: เป็นริดสีดวงแล้วเสียชีวิตได้ไหม?
A: โดยทั่วไปไม่ครับ ริดสีดวงเป็นโรคที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต การเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงโดยตรงถือว่าพบได้น้อยมาก แต่มีรายงานเกิดขึ้นได้ในกรณีรุนแรง เช่น เสียเลือดมากหรือติดเชื้อรุนแรง
Q: ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังมากที่สุดคืออะไร?
A: ได้แก่ เลือดออกจนเกิดโลหิตจาง ริดสีดวงยื่นออกมาแล้วถูกบีบรัดจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ และการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งในกรณีที่รุนแรงมากอาจนำไปสู่ sepsis หรือภาวะช็อกได้
Q: เลือดออกจากริดสีดวงทำให้ซีดได้จริงไหม?
A: ได้ หากเลือดออกซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การเสียเลือดเรื้อรังสามารถทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ และมีรายงานผู้ป่วยริดสีดวงที่ซีดรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับเลือดและเข้ารับการผ่าตัด
Q: มีเลือดออกทุกครั้งที่ถ่าย ถือว่าปกติของริดสีดวงหรือไม่?
A: ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ริดสีดวงจะเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดออก แต่เลือดออกทางทวารสามารถเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน หากเป็นซ้ำหรือไม่หายควรตรวจหาสาเหตุ
Q: ริดสีดวงติดเชื้อจนเป็น Sepsis ได้ไหม?
A: มีรายงานว่าสามารถเกิดได้ แต่พบได้น้อยมาก ทั้งจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของตัวโรคและภายหลังการรักษาบางประเภท การมีไข้ ปวดมากผิดปกติ อ่อนเพลียมาก หรืออาการทรุดลงหลังการรักษาจึงไม่ควรรอดูเอง
Q: สรุปแล้วควรกังวลกับริดสีดวงแค่ไหน?
A: ไม่จำเป็นต้องตกใจจนคิดว่าริดสีดวงเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดภาวะแทรกซ้อนระดับนั้น แต่ก็ไม่ควรปล่อยอาการผิดปกติ โดยเฉพาะ เลือดออกซ้ำ เลือดออกมาก ซีด หน้ามืด ปวดรุนแรง หรือมีไข้ เพราะสิ่งสำคัญคือการตรวจให้แน่ใจว่าเป็นริดสีดวงจริง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือโรคอื่นซ่อนอยู่
