โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นโรคที่หลายคนอาจรู้สึกอาย ไม่กล้าพูดถึงหรือเข้ารับการตรวจรักษา ทั้งที่จริงแล้วโรคนี้พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในวัยทำงานที่มีพฤติกรรมการนั่งนาน ท้องผูก หรือรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม หลายคนมีความเข้าใจผิดว่า หากไม่มีอาการปวด ก็แปลว่าโรคริดสีดวงไม่อักเสบหรือไม่รุนแรง ความเข้าใจนี้อาจทำให้ผู้ป่วยชะลอการรักษา จนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ บทความนี้จะอธิบายว่า เหตุใด “การไม่ปวด” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่อักเสบ” พร้อมเจาะลึกถึงสาเหตุ กลไกของอาการ และความเสี่ยงหากละเลยการรักษา
ทำความเข้าใจกับโรคริดสีดวงทวาร #
ริดสีดวงทวารคือภาวะที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักและไส้ตรง (rectum) ขยายตัวผิดปกติ ทำให้เกิดก้อนบวมโป่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ
- ริดสีดวงภายใน (Internal hemorrhoids): เกิดขึ้นในโพรงทวารหนัก มักไม่เจ็บปวด เนื่องจากไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดมากนัก
- ริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoids): เกิดบริเวณรอบ ๆ ขอบทวารหนัก ซึ่งมีเส้นประสาทมากกว่า มักทำให้รู้สึกเจ็บ ปวด หรือแสบได้ชัดเจน
ริดสีดวงอาจมีอาการร่วม เช่น คัน ระคายเคือง เลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ หรือมีก้อนยื่นออกมา ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจสับสนกับแผลรอบทวารหรือโรคอื่น ๆ ได้
อาการปวดไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความอักเสบเสมอไป #
หลายคนคิดว่า “ถ้าไม่ปวด = ไม่อักเสบ” แต่ความจริงแล้วไม่ถูกต้องเสมอไป โดยมีเหตุผลดังนี้:
- ความแตกต่างของเส้นประสาทรับความรู้สึก
- บริเวณทวารหนักด้านใน (ที่เป็นที่อยู่ของริดสีดวงภายใน) มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดน้อย ทำให้แม้จะเกิดการอักเสบ บวม หรือเลือดออก ผู้ป่วยก็อาจไม่รู้สึกปวด แต่ยังคงมีภาวะอักเสบอยู่
- บริเวณทวารหนักด้านใน (ที่เป็นที่อยู่ของริดสีดวงภายใน) มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดน้อย ทำให้แม้จะเกิดการอักเสบ บวม หรือเลือดออก ผู้ป่วยก็อาจไม่รู้สึกปวด แต่ยังคงมีภาวะอักเสบอยู่
- การอักเสบไม่ได้แสดงออกด้วยความเจ็บปวดเสมอไป
- การอักเสบ (inflammation) คือกระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อการบาดเจ็บหรือการระคายเคือง ซึ่งอาจแสดงออกด้วยอาการบวม แดง ร้อน หรือเลือดออก แม้ไม่มีความเจ็บปวด
- การอักเสบ (inflammation) คือกระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อการบาดเจ็บหรือการระคายเคือง ซึ่งอาจแสดงออกด้วยอาการบวม แดง ร้อน หรือเลือดออก แม้ไม่มีความเจ็บปวด
- ระยะของโรคมีผลต่ออาการ
- ผู้ป่วยบางรายอยู่ในระยะเริ่มต้น อาจมีอาการเลือดออกหรือก้อนยื่นเล็กน้อย แต่ไม่ปวด
- ผู้ป่วยบางรายอยู่ในระยะเริ่มต้น อาจมีอาการเลือดออกหรือก้อนยื่นเล็กน้อย แต่ไม่ปวด
เมื่อโรครุนแรงขึ้นจนก้อนโผล่ และเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือด จึงจะเริ่มเจ็บหรือปวดมาก
ตัวอย่างอาการอักเสบที่ “ไม่ปวด” #
- มีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ
เลือดสดติดออกมากับอุจจาระหรือกระดาษชำระ อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นเลือดอักเสบหรือแตก แต่ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ - มีก้อนนิ่ม ๆ ยื่นออกมา
ก้อนอาจบวมแดงจากการอักเสบ แต่ยังไม่กดทับเส้นประสาทมาก จึงไม่รู้สึกปวด - คันหรือแสบเล็กน้อย เกิดจากสารคัดหลั่งหรือเมือกจากก้อนริดสีดวงที่อักเสบระคายเคืองผิวหนังรอบ ๆ โดยไม่ทำให้ปวด
ความเสี่ยงหากละเลยเพราะ “ไม่ปวด” #
การไม่รู้สึกปวดทำให้หลายคนชะลอการรักษา แต่แท้จริงแล้วอาจเกิดปัญหาตามมา เช่น
- เลือดออกเรื้อรัง นำไปสู่โลหิตจาง
หากเส้นเลือดอักเสบและแตกบ่อย ๆ จะทำให้เสียเลือดเรื้อรัง เกิดภาวะซีด เหนื่อยง่าย - ก้อนริดสีดวงโผล่และติดคา
หากปล่อยไว้ ก้อนอาจยื่นออกมาภายนอกจนไม่สามารถดันกลับได้ ทำให้เกิดการบวม อักเสบ และติดเชื้อ - เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในริดสีดวงภายนอก (thrombosed hemorrhoid) ซึ่งเจ็บปวดรุนแรงทันที แม้ก่อนหน้านั้นจะไม่รู้สึกอะไรเลย
วิธีสังเกตว่าริดสีดวงอักเสบ แม้ไม่ปวด #
- สังเกตการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย เช่น ถ่ายแล้วมีเลือดสดปน
- พบก้อนบวมแดงหรือมีอาการคันรอบทวาร
- มีความรู้สึกถ่ายไม่สุด หรือมีก้อนขวางในทวารหนัก
- มีเมือกหรือสิ่งคัดหลั่งเปื้อนกางเกงใน
แนวทางการดูแลรักษา #
แม้ไม่มีอาการปวด แต่หากพบสัญญาณอักเสบ ควรใส่ใจการดูแล ดังนี้
- ปรับพฤติกรรม
- เพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำมาก ๆ
- หลีกเลี่ยงการเบ่งหรือการนั่งห้องน้ำเป็นเวลานาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- เพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำมาก ๆ
- การใช้ยา
- ยาเหน็บหรือยาทาเพื่อลดอักเสบและบวม
- ยารับประทานแก้ท้องผูกหรือทำให้อุจจาระนิ่ม
- ยาเหน็บหรือยาทาเพื่อลดอักเสบและบวม
- การรักษาขั้นสูง
- ฉีดยาเฉพาะที่
- การใช้ยางรัดริดสีดวง (rubber band ligation)
- ผ่าตัด ในกรณีที่รุนแรงหรือดันกลับไม่ได้
- ฉีดยาเฉพาะที่
“ไม่ปวดริดสีดวง…ไม่ได้หมายความว่าไม่อักเสบ” เพราะความเจ็บปวดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดการอักเสบเสมอไป โดยเฉพาะในริดสีดวงภายในที่แทบไม่ทำให้ปวด แต่ยังเกิดการอักเสบ เลือดออก และภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ หากละเลยการรักษา การใส่ใจสัญญาณเตือนเล็ก ๆ เช่น เลือดออกหรือก้อนยื่น จึงมีความสำคัญไม่แพ้อาการปวด การตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ฟื้นตัวง่าย ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันไม่ให้โรคริดสีดวงรบกวนคุณภาพชีวิต
แหล่งอ้างอิง #
- Riss, S., Weiser, F. A., Schwameis, K., Riss, T., Mittlböck, M., Steiner, G., & Stift, A. (2012). The prevalence of hemorrhoids in adults. International Journal of Colorectal Disease, 27(2), 215–220. https://doi.org/10.1007/s00384-011-1316-3
- Sun, Z., Migaly, J. (2016). Review of hemorrhoid disease: Presentation and management. Clinics in Colon and Rectal Surgery, 29(1), 22–29. https://doi.org/10.1055/s-0035-1568144
- Mott, T., Latimer, K., & Edwards, C. (2018). Hemorrhoids: Diagnosis and treatment options. American Family Physician, 97(3), 172–179.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). (2021). Hemorrhoids. https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/hemorrhoids
- Cleveland Clinic. (2022). Hemorrhoids. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/15106-hemorrhoids
