View Categories

อายุแค่นี้…ก็เสี่ยงริดสีดวงแล้วเหรอ?

เวลาที่ใช้อ่าน: 1 min read

หลายคนมองว่าริดสีดวงเป็นเรื่องของ “พฤติกรรม” ล้วน ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ช่วงอายุ” มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะร่างกายของเราเปลี่ยนไปในแต่ละวัย ทั้งระบบขับถ่าย ฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการฟื้นตัวของหลอดเลือด บทความนี้จะพาคุณดูว่า ริดสีดวงเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละช่วงอายุ และทำไมบางวัยถึงเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น โดยไม่ต้องเริ่มจากพื้นฐาน แต่ลงลึกถึง “กลไกจริงที่หลายคนมองข้าม”

วัย 20–29 ปี: จุดเริ่มต้นของ “พฤติกรรมทำลายลำไส้” #

ช่วงวัยนี้มักยังไม่เห็นอาการชัด แต่เป็น “ช่วงสะสมปัจจัยเสี่ยง” ที่สำคัญที่สุด

พฤติกรรมหลักที่กระตุ้น

  • นั่งนานเพราะต้องทำงานหน้าคอม หรือ นั่งเล่นมือถือขณะขับถ่าย
  • กินอาหารไฟเบอร์ต่ำ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ของทอด ชานม
  • ดื่มน้ำน้อย
  • ฝืนกลั้นอุจจาระเพราะรีบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย การเคลื่อนไหวของลำไส้จะช้าลง อุจจาระแข็งจึงต้องเบ่งแรงและความดันในหลอดเลือดบริเวณทวารเพิ่มขึ้น  วัยนี้มักยัง “ไม่เป็นจริงจัง” แต่กำลังสร้างฐานของปัญหาในอนาคต

วัย 30–39 ปี: เริ่มแสดงอาการแบบ “เป็น ๆ หาย ๆ” #

ช่วงวัยทำงานเต็มตัว ความเครียดและไลฟ์สไตล์เริ่มส่งผลชัดเจน

ปัจจัยที่เพิ่มเข้ามา

  • ความเครียดทำให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวน
  • นั่งทำงานนานขึ้น
  • ออกกำลังกายน้อย
  • ผู้หญิงอาจมีการตั้งครรภ์เพิ่มแรงดันในช่องท้อง

อาการริดสีดวงที่เริ่มพบ

  • ถ่ายแล้วเจ็บเล็กน้อย
  • มีเลือดติดกระดาษบางครั้ง
  • มีก้อนนูนแต่ยังหายกลับได้เอง

สาเหตุเกิดจาก หลอดเลือดเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นทำให้การไหลเวียนเลือดเริ่มไม่ดีเท่าวัยรุ่น วัยนี้คือ “สัญญาณเตือน” ถ้าไม่ปรับพฤติกรรม มีโอกาสลุกลาม

วัย 40–49 ปี: จุดพีคของ “การกำเริบ” #

นี่คือช่วงที่ริดสีดวงพบได้บ่อยที่สุด เพราะระบบเผาผลาญลดลง การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลงชัดเจน กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเริ่มอ่อนแรง

พฤติกรรมเสริมความเสี่ยง

  • ดื่มแอลกอฮอล์ (สำหรับคนที่เป็นสายดื่ม)
  • กินอาหารเผ็ดจัด มันจัด
  • นอนน้อย

อาการที่มักเกิดขึ้น ถ่ายมีเลือดบ่อยขึ้น พบก้อนยื่นออกมาและเริ่มไม่หดกลับเอง เริ่มรู้สึกเจ็บ แสบ คัน เมื่อขับถ่ายเสร็จ

สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับริดสีดวงในช่วงวัยนี้ ระยะของโรคอาจเริ่มรุนแรงขึ้นและการรักษาเริ่มซับซ้อนขึ้วัยนี้คือ “จุดตัดสิน” ว่าจะคุมได้ หรือจะปล่อยให้หนักขึ้น

วัย 50 ปีขึ้นไป: ปัญหาเรื้อรัง + ฟื้นตัวช้า #

ร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะเสื่อมตามวัย ทำให้ริดสีดวง “รักษายากขึ้น” การเปลี่ยนแปลงสำคัญของช่วงวัยนี้คือ ผนังหลอดเลือดบางลง การไหลเวียนเลือดแย่ขึ้นและกล้ามเนื้อหูรูดอ่อนแรง

ปัจจัยร่วมที่พบบ่อย

  • มีอาการท้องผูกเรื้อรัง
  • การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ปวด ยาลดความดันบางประเภท)
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน

ลักษณะอาการริดสีดวงที่มักพบ เริ่มเป็นริดสีดวงเรื้อรัง เมื่อเป็นแล้วไม่หายขาดและอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อักเสบ หรือมีลิ่มเลือด วัยนี้ต้อง “ดูแลต่อเนื่อง” มากกว่ารักษาเฉพาะตอนเป็น

แล้วทำไม “อายุ” ถึงทำให้ริดสีดวงแย่ลง #

ไม่ใช่แค่พฤติกรรม แต่เป็นเพราะ “โครงสร้างร่างกายเปลี่ยน” 

3 กลไกหลักที่ทำให้ริดสีดวงแย่ลง

  1. หลอดเลือดเสื่อมทำให้การยืดหยุ่นน้อยลง เสี่ยงเป็นริดสีดวง
  2. ลำไส้เคลื่อนไหวช้าทำให้ท้องผูกง่าย ขับถ่ายต้องเบ่งมากขึ้น
  3. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง พยุงหลอดเลือดได้ไม่ดี

สรุป #

Q: วัยไหนเสี่ยงริดสีดวงมากที่สุด?
A: พบมากในช่วงอายุ 40–49 ปี เพราะทั้งพฤติกรรมสะสมและร่างกายเริ่มเสื่อมพร้อมกัน

Q: วัย 20 ยังไม่เป็น ต้องกังวลไหม?
A: ต้องกังวลในเชิง “ป้องกัน” เพราะพฤติกรรมช่วงนี้เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงในอนาคต

Q: ทำไมอายุมากขึ้นถึงเป็นง่ายขึ้น?
A: เพราะหลอดเลือดและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องเสื่อมลง ทำให้รับแรงดันได้น้อยลง

Q: ถ้าเริ่มมีอาการตอนวัย 30 ควรทำยังไง?
A: ควรปรับพฤติกรรมทันที เช่น เพิ่มไฟเบอร์ ดื่มน้ำ และลดการเบ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลาม

Q: ผู้สูงอายุรักษาหายไหม?
A: รักษาได้ แต่ใช้เวลานานกว่า และต้องดูแลอย่างต่อเนื่องเพราะมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง

แหล่งอ้างอิง

  • Lohsiriwat, V. (2012). Hemorrhoids: From basic pathophysiology to clinical management. World Journal of Gastroenterology, 18(17), 2009–2017.
  • Riss, S., et al. (2012). The prevalence of hemorrhoids in adults. International Journal of Colorectal Disease, 27(2), 215–220.
  • Sun, Z., & Migaly, J. (2016). Review of hemorrhoid disease: Presentation and management. Clinics in Colon and Rectal Surgery, 29(1), 22–29.
  • Peery, A. F., et al. (2015). Burden of gastrointestinal disease in the United States. Gastroenterology, 149(7), 1731–1741.
  • Ganz, R. A. (2013). The evaluation and treatment of hemorrhoids. Clinical Gastroenterology and Hepatology, 11(6), 593–603.